วันที่ 11 ม.ค.2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ , พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน
รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.ชัยวุฒิ เกียรติก้องกำจาย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.เจษฏา แก้วจาเครือ, พ.ต.ท.เอนก บุญตา, พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์, พ.ต.ท.ชนะ ขำทอง, พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศิลาพันธุ์ รอง ผกก.4 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่พ.ต.ต.นุกูล ใจอารี สว.กก.4 บก.ป., ด.ต.ปณิธิ วงศ์ใหญ่,
ด.ต.จรุงวัฒน์ กัลยาณวัตร, ด.ต.สามารถ อินทราย, ด.ต.เทพศักดิ์ พิมพาพันธ์ และด.ต.ณัฐวุฒิ เอี่ยมสอาด
ผบ.หมู่ กก.4 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายอนุวัฒน์ฯ อายุ 35 ปี โดยจับกุม ตามหมายจับ ศาลอาญามีนบุรี ที่ จ.1735/2568 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืเลขหมายโทรศัพท์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง
โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด และอั้งยี่”
สถานที่จับกุม บริเวณบ้านใน ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา
พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งว่า นายอนุวัฒน์ ขอสงวนนามสกุล อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ที่ จ.1735/2568 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือเลขหมายโทรศัพท์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด และอั้งยี่”
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เดินทางมาตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้งพบ นายอนุวัฒน์ฯ ได้เดินอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าแสดงตนแสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้แสดงหมายจับศาลศาลอาญามีนบุรีที่จ.1735/2568 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ให้ นายอนุวัฒน์ฯ ดูและให้อ่านเองจนเป็นที่เข้าใจดีแล้ว รับว่าตนเองเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับของศาลฯ นี้จริงและยังไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีตามหมายจับนี้มาก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งให้ นายอนุวัฒน์ ขอสงวนนามสกุล ทราบว่าจะต้องถูกจับกุมและแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย ผู้ต้องหารับทราบสิทธิ์และข้อกล่าวหาดีแล้วและรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญามีนบุรีที่จ.1735/2568 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ขอให้การ ปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวมาทำบันทึกจับกุมที่ สภ.ท่าเรือ 41 ม.1 ต.ท่าเจ้าสนุก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลคันนายาว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับที่ต้องการตัวเพิ่ม 1 หมายจับ คือ
1.ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่จ.450/2568 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2568 โดยกล่าวหาว่า”เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาท เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรจะรู้ว่านำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
พฤติการณ์แห่งคดี ที่เป็นเหตุให้ถูกออกหมายจับ
คดีที่ 1 สน.บางรัก : ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกให้ทำกิจกรรมแล้วโอนเงิน เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนหลายครั้งหลายวัน รวมเป็นเงินจำนวน 132,600 บาท หลังเกิดเหตุผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอกให้โอนเงินเป็นแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์จึงมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
คดีที่ 2 สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ภ.จว.สุราษฎร์ธาน : ผู้เสียหาย ถูกคนร้ายหลอกลวงผ่าน เพจเฟซบุ๊ก ชักชวนทำอาชีพเสริม เกี่ยวกับงานแพคสบู่ แล้วจะให้ค่าตอบแทน ซึ่งการทำงานดังกล่าวตามที่นั้นไม่มีอยู่จริง แต่เป็นแผนประทุษกรรมที่ คนร้ายสร้างขึ้นเพื่อหวังหลอกลวงเอาเงินจากผู้ที่หลงเชื่อ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและ ทำตามขั้นตอน และกดลิงค์ ที่คนร้ายส่งมาให้ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกในแฟลตฟอร์มที่ คนร้ายสร้างขึ้นมา และหลอกให้ร่วมลงทุน ความเสียหายรวม 6,597,766.80 บาท
จากการตรวจสอบในฐานระบบแจ้งความออนไลน์ พบบัญชีธนาคารของ นายอนุวัฒน์ฯ ใช้สำหรับเป็นบัญชีม้ารับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 20 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 13 ล้านบาท
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนได้ไปสมัครงาน เป็นงานส่งพัสดุ โดยเมื่อไปสมัครงาน จะมีคนพาไปเปิดบัญชีอ้างว่าใช้สำหรับรับเงินค่าตอบแทน และบอกให้ตนไปทำงานส่งพัสดุที่จังหวัดสระแก้ว จากนั้นได้ให้ตนเปิดบัญชีธนาคารอีก รวมเป็น 3 บัญชี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำงานแต่อย่างใด
เตือนภัย การเปิดบัญชีธนาคารโดยเอาไปให้คนอื่นใช้ โทษของเจ้าของบัญชี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 - 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

©2018 CK News. All rights reserved.