วันที่ 27 ม.ค.2569 ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ นายกฤษฎา อินทามระ หรือ "ทนายปราบโกง" พร้อม นายชุน ยุง วู อายุ 36 ปี และ นางไลลา วอง อายุ 60 ปี นักลงทุนชาวจีน เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่ออธิบดี DSI เพื่อขอให้รับเป็นคดีพิเศษ หลังถูกขบวนการนักธุรกิจไทยและผู้กว้างขวางร่วมกันวางแผนฉ้อโกง ยึดกิจการและเทคโนโลยีการเกษตรมูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท
ทนายกฤษฎา กล่าวว่า “ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงการจัดฉากหรือการแสดง แต่คือความสูญเสียจริงของนักลงทุน ทรัพย์สินเหล่านั้นถูกอายัดหรือปิดตัวลงจนนักลงทุนแทบ “หมดหวัง” ที่จะได้เงินคืน ถือเป็นจุดที่สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต“
”การที่คดีนี้ต้องมาให้ DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ดำเนินคดี เป็นการยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวทางธุรกิจทั่วไป แต่มีกลไกที่ผิดปกติ มีเงื่อนงำ หรือมีการทุจริตที่ซับซ้อนเกินกว่ากระบวนการปกติจะจัดการได้
ซึ่งส่งผลกระทบระดับชาติความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเงินของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นของประเทศ” ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า หากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ย่อมส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
“นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงทางธุรกิจได้ แต่ยอมรับความล้มเหลวของระบบไม่ได้” สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่การขาดทุนจากการลงทุน แต่คือการที่ระบบกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมให้พวกเขาได้
ผู้เสียหายระบุว่า เหตุเกิดเมื่อปี 2567 โดยนาย ธ. นักธุรกิจไทย ชักชวนชาวจีนลงทุนทำฟาร์มสตรอเบอรี่ พท.แห่งหนึ่งในจังหวัดชายทะเล อ้างว่ามีกลุ่มผู้กว้างขวางและนักการเมืองหนุนหลัง โดยใช้ที่ดินกว่า 100 ไร่เป็นสถานที่ตั้งโครงการ สร้างความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายหลงเชื่อนำเทคโนโลยีจากสิงคโปร์และเงินทุนกว่า 20 ล้านบาทมาลงทุน แต่ถูกบังคับเงื่อนไขการจดทะเบียนให้ นาย ธ. ถือหุ้น 51% และคนจีนไม่มีอำนาจเบิกถอนเงิน
ด้วยกลอุบาย "จัดฉากฟ้อง"เมื่อโครงการเริ่มมีผลผลิตในปี 2568 นาย ธ. ได้สมคบกับเจ้าของที่ดิน "แกล้งฟ้อง" กันเองในข้อหาบุกรุก เพื่อใช้กระบวนการศาลในการทำบันทึกข้อตกลงยุติคดี
นาย ธ. นำบันทึกข้อตกลงจากศาลไปอ้างกับตำรวจเพื่อปิดโรงงาน ขับไล่นักลงทุนจีน และรื้อถอนเครื่องจักรพร้อมเทคโนโลยีทั้งหมดไปเป็นของตนเอง
นายชุน ยุง วู กล่าวว่า" I came to DSI seeking justice."
ทนายกฤษฎา กล่าวว่า พฤติการณ์นี้ไม่ใช่การผิดสัญญาทางแพ่งทั่วไป แต่เป็น "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ" ที่มีการวางแผนเป็นระบบ (Organized Crime) โดยมีประเด็นสำคัญคือ
1.กระทบภาพลักษณ์ประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย
2.ความซับซ้อนของคดี มีการใช้ช่องว่างกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง
3.เข้าข่ายฟอกเงิน มีการแบ่งหน้าที่กันทำและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอย่างเป็นขบวนการ
"การกระทำนี้ถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย จึงต้องการให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษเพื่อขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ และเรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติกลับคืนมา"
เบื้องต้น นายสมเกียรติ เพชรประดับ ผอ.ส่วนพิจารณาสำนวนร้องทุกข์ (ดีเอสไอ)เป็นผู้รับหนังสือเพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการต่อไป
©2018 CK News. All rights reserved.