ศูนย์ACSC รวบแก๊งถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ 27 รายยึดเงินสดทันควัน 3.4 ล้าน


13 เม.ย. 2569, 11:06

ศูนย์ACSC รวบแก๊งถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ 27 รายยึดเงินสดทันควัน 3.4 ล้าน




วันที่ 13 เม.ย.2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.-11 เม.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,372 คดี มูลค่าความเสียหาย 397,413,314 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 29 มี.ค.- 4 เม.ย.69 เพียงจำนวน 6 คดี พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับลดลง 15,015,202 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายลงลง กว่า15ล้านบาท และพบว่าคดีการหลอกซื้อ-ขายสินค้า ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด คิดเป็น 70% ของคดีทั้งหมด และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่า

แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย คดีการหลอกลงทุนและจ้างงาน(หารายได้เสริม) แม้จำนวนคดีจะลดลง แต่ก็ยังคงเป็นกลุ่มคดีที่สร้างความเสียหายหลัก (รวมกันกว่า 213 ล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของความเสียหายทั้งหมดในสัปดาห์ล่าสุด) ซึ่งทีมวิเคราะห์พบว่า มีจำนวนเคสน้อยลงเกินครึ่ง แต่ความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นมาก แสดงให้เห็นว่าเคสที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด มีความรุนแรงหรือมูลค่าต่อเคสสูงมาก

ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล มีจำนวนเท่ากัน 2 กลุ่ม คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และ 51-60 ปี



ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้

- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน

- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”

- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน

- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้

- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน

- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม

- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้



และอีกคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงเช่นกัน คือ หลอกทำงานออนไลน์(รายได้เสริม) โดยมิจฉาชีพจะเข้าหาเหยื่อผ่านโฆษณาใน Facebook, Instagram หรือส่ง SMS ล่อใจด้วยข้อความว่า “รับสมัครคนช่วยงาน” หรือ “กดไลก์ กดแชร์ สั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย” โดยมีลักษณะการหลอกลวงเป็นขั้นตอน ดังนี้

- หลอกให้เหยื่อเชื่อ : เริ่มต้นมักจะให้ทำงานง่ายๆ เช่น การกดถูกใจโพสต์ หรือการรีวิวสินค้า
- ให้ผลตอบแทนจริงในครั้งแรก : สร้างความมั่นใจ มิจฉาชีพจะโอนเงินค่าจ้างจำนวนแล็กน้อยคืนมาให้จริงใน 1-2 ครั้งแรก
- หลอกให้สำรองจ่าย : เมื่อเหยื่อเริ่มไว้ใจ จะถูกชักชวนให้ทำภารกิจที่ใหญ่ขึ้น โดยต้องเงินสำรองค่าสินค้าหรือวางเงินประกันเข้าไปก่อนเพื่อแลกกับค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้น
- ถอนเงินไม่ได้ : เมื่อยอดเงินโอนสะสมสูงขึ้น มิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ทำผิดขั้นตอน, ต้องชำระภาษีเพิ่ม หรือยอดเงินยังไม่ครบตามเงื่อนไข เพื่อบีบให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ปิดช่องทางติดต่อหนีไป
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหางานทางออนไลน์ แล้วถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำภารกิจเสริม” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอดวิวหรือสำรองจ่ายเพื่อรับของและค่าคอมมิชชัน ขอให้หยุดการสนทนาและออกจากกลุ่มทันที เพราะนั่นคือพฤติกรรมของมิจฉาชีพ 100% ที่ใช้ของถูกหรือรายได้สูงมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 11 เคส ผู้ต้องหา
27 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 26 ราย และชาวต่างชาติ 1 ราย เป็นสัญชาติจีน พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า
3.4 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที
ได้ทั้งหมด 12 เคส
สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 57 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5,189,886 บาท

โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ คดีที่ 1. เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ศปอส.ภ.4 ร่วมกับ กก.สืบสวน1 บก.สส.ภ.4 จับกุมผู้ต้องหา 3 คน เป็นหญิง 2 คนและชาย 1 คน หลังพบขบวนการม้าถอนเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร ในจ.อุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนขยายผลจนพบ1 ในผู้ต้องหากำลังถอนเงินสด และเตรียมนำไปให้ผู้ต้องหาที่เหลืออีก 2 คน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัว พร้อมเข้าจับกุมได้พร้อมกับของกลาง เงินสดจำนวน 500,000 บาท ,สลิปการถอนเงินสด และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง

สอบถามผู้ต้องหาทั้ง 3 คนรับสารภาพว่า เป็นแก๊งถอนเงินบัญชีม้าให้กับสแกมเมอร์ โดยมีนายทุนชาวไทยจะมารับเงินทุกครั้งและนำไปส่งต่อ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย(อั้งยี่)” ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ดำเนินคดีต่อไป

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ศปอส.สภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จับกุม 2 ผู้ต้องหา วัย 17 และ19 ปี หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาวัย 17 ปีเป็นผู้กดเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาเชียงดาว ในจ.เชียงใหม่ จึงเข้าไปตรวจสอบพร้อมจับกุม ได้พร้อมของกลาง เป็นเงินสด จำนวน 150,000 บาท ,สมุดบัญชีธนาคาร ,บัตร ATM ,กระเป๋าสะายผ้าสีดำ 1 ใบ และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

จากการสอบถาม ผู้ต้องหาวัย 17 ปี (ต่อหน้าผู้ปกครอง) รับสารภาพว่าได้ถอนเงินสดจากบัญชีของตนจำนวน 150,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้นำเงินสดจำนวน 100,000 บาทที่กดจากตู้ ATM ในพื้นที่สภ.นาหวาย ไปให้นายธงชัยฯ อายุ 19 ปีผู้ต้องหาอีกคน (เป็นญาติกัน) และตนกำลังจะนำเงินจำนวน 150,000 บาทที่กดล่าสุดไปมอบให้อีกครั้ง โดยแลกกับค่าจ้าง 5,000 บาท แต่ก็มาถูกจับเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจนไปจับกุมนายธงชัยฯ ได้อีกราย ก่อนแจ้งข้อหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย(อั้งยี่) และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีต่อไป



สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ให้รีบติดต่อผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 66 ปีเร่งด่วน หลังพบว่ามีการโอนเงินออกไปจากบัญชีตนเองไปยังบัญชีม้าบุคคลและนิติบุคคล (ที่เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่) จำนวนหลายครั้ง และหลายบัญชีด้วยกัน โดยครั้งแรกโอนไป 499,500 บาท ,ครั้งที่ 2 โอนจำนวน 150,000 บาท ,ครั้งที่ 3 โอนเงินจำนวน 500,000 บาท ,ครั้งที่ 4 จำนวน 363,000 บาท และครั้งที่ 5 จำนวน 499,000 บาท รวมมูลค่าเสียหายกว่า 2,011,500 บาท แต่ไม่พบผู้เสียหายที่บ้านพัก จึงโทรศัพท์ติดต่อพร้อมสอบถามเรื่องราว และบอกว่ากำลังโอนเงินให้มิจฉาชีพ แต่เจ้าตัวไม่เชื่อและปฏิเสธการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่าตนเองโอนเงินให้ญาติเพื่อทำธุรกิจส่วนตัวตามปกติ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงอธิบายถึงบัญชีปลายทางว่าเป็นบัญชีของคนร้าย และแนะนำขั้นตอน หากผู้เสียหายต้องการแจ้งความ

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี เข้าติดต่อเหยื่อเป็นหญิงอีกราย วัย 66 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีม้า รวมแล้วมีจำนวนเงินมากถึง 2 ล้านบาท เมื่อไปถึงที่บ้านพัก สอบถามหญิงคนดังกล่าว ระบุว่าตนได้ลงทุนในลักษณะซื้อ-ขายที่ดิน และเคยได้ค่าตอบแทนมาแล้วหลายครั้ง จึงปฏิเสธความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ และยินดีจะรับความเสี่ยงเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงอธิบายรูปแบบกลโกงดังกล่าว ว่าเป็นลักษณะหลอกลงทุน และแนะนำขั้นตอนไว้ กรณีผู้เสียหายอยากแจ้งความภายหลัง

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เร่งเข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 64 ปี หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารพบการโอนเงินที่ผิดปกติ และยังมีการโอนเงินไปยังบัญชีม้า ทันทีที่เจ้าหน้าที่พบตัวผู้เสียหาย สอบถามได้ความว่า ผู้เสียหายได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผ่านทางเฟซบุ๊ก จากนั้นถูกลวงให้แอดไลน์ก่อนชวนให้ร่วมทำกิจกรรม โดยมีการโอนเงินไปจำนวน 5 ครั้ง 5 บัญชีด้วยกัน รวมเป็นเงินจำนวน 910,989 บาท และล่าสุดเพิ่งนำเงินสด จำนวน 500,000 บาทเข้าบัญชีตนเองไว้เตรียมจะโอนไปเพิ่ม แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่มาพบพร้อมเตือนไว้เสียก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อธิบายแผนคนร้าย และได้แนะนำให้โทรอายัดบัญชีที่ 1441 ก่อนประสานให้เข้าแจ้งความต่อไป







“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”





คำที่เกี่ยวข้อง : #ฉ้อโกงออนไลน์  









©2018 CK News. All rights reserved.