วันที่ 5 ก.ค.2569 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.,พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.,พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.บก.ทล., พ.ต.อ.วันชนะ ทิพย์อาสน์ ผกก.4 บก.ทล., พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.ธราธร อาภรณ์ศิริพงษ์, พ.ต.ท.กฤษฎิ์ ศรีหาบุญทัน รอง ผกก.4 บก.ทล
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล. พ.ต.ท.สันติชัย ศรีสวัสดิ์ สว.ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล.
ร.ต.อ.จันทร์แรม ไทยพัฒนกิจ รอง สว(ป)., ด.ต.สุทธิพงษ์ ไชยขันธ์, ด.ต.จุลพงษ์ สว่างโศก, ด.ต.สาโรช เชื้อรามัญ, ด.ต.สุพัฒน์สร พยอม และจ.ส.ต.สุทธิลักษณ์ นามแสง ผบ.หมู่ ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล.
ร่วมกันจับกุมตัว
1.นายนิธิ หรือธิ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี
2.นายสำเริง หรือ เอ๋ (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี
โดยกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นผู้ขับขี่ รถยนต์ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย”
พร้อมตรวจยึดของกลาง
1.ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) จำนวน 83 กิโลกัรม
2.ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 220,000 เม็ด
3.รถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน สีดำ ทะเบียน กย 4XXX ลพบุรี จำนวน 1 คัน
4.รถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว ทะเบียน จข 7XXX นครราชสีมา จำนวน 1 คัน
5 โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง
สถานที่จับกุม บริเวณถนนภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สกลนคร ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร (จนท.ไล่ติดตามจาก จ.บึงกาฬ) ต่อเนื่องถนนหลวงหมายเลข 304 ต.ปรุใหญ่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับบแจ้งจากสายลับ ( ขอปิดนาม ) เพื่อประสงค์เงินสินบนรางวัลค่าตอบแทนการปฏิบัติงานยาเสพติดแจ้งว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดให้โทษจำนวนมาก เข้าสู่พื้นที่จังหวัดตอนในภาคอีสาน โดยใช้เส้นทางลำเลียงถนนหมายเลข 212 สาย (บึงกาฬ-นครพนม) พื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จว.บึงกาฬ เชื่อมต่อถนนหมายเลข 222 สาย (บึงกาฬ-พังโคน) เพื่อทำการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้รายงานให้กับผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนจับกุม และวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าเป้าหมายจะเดินทาง จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงบึงกาฬ, เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.3 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ทหารพรานกองร้อยเฉพาะกิจที่ 2108 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ตรวจพบรถยนต์เก๋งต้องสงสัยยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว ทะเบียน จข 7 XXX นครราชสีมา และรถยนต์เก๋งต้องสงสัยยี่ห้อนิสสัน สีดำ ทะเบียน กย 4 XXX ลพบุรี ซึ่งมีตำหนิลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ ขับตามหลังกันมาบนถนนสายหมู่บ้านโป่งไฮ-บ้านทรายทอง เชื่อมต่อถนนหมายเลข 222 สาย (บึงกาฬ-พังโคน) จึงได้ส่งสัญญาณไฟให้รถยนต์เก๋งต้องสงสัยทั้งสองคันให้หยุดรถ เพื่อขอทำการตรวจสอบ แต่ปรากฏว่ารถยนต์ทั้งสองคันได้แสดงอาการมีพิรุธน่าสงสัย เร่งความเร็วขับรถยนต์ขับหนีไปทางสามแยกหนองหิ้ง เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถยนต์ไล่ติดตามไป โดยรถยนต์เก๋งต้องสงสัยทั้งสองคันขับรถยนต์ด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปทาง อ.คำตากล้า ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่ขับรถยนต์ไล่ล่าติดตามมานั้น รถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว เลขทะเบียน จข 7 XXX นครราชสีมา พยายามขับสกัดขัดขวางรถของเจ้าหน้าที่ไม่ให้ติดตามรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีดำ เลขทะเบียน กย 4 XXX ลพบุรี รถต้องสงสัยได้ทัน เชื่อว่าเป็นรถยนต์ในแก๊งเดียวกัน ระหว่างนี้รถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว เลขทะเบียน จข 7XXX นครราชสีมา ได้เร่งด้วยความเร็วและอาศัยความมืดขับหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ก็ยังติดตามไล่ล่ารถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีดำ เลขทะเบียน กย 4XXXลพบุรี ต่อไป จนมาถึงเขตพื้นที่อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร จึงได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสกลนครให้ช่วยสกัดจับรถคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (สกลนคร) โดย พันตำรวจโทสันติชัย ศรีสวัสดิ์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (หัวหน้าสถานีตำรวจทางหลวงสกลนคร) จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจำหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงพังโคน จ.สกลนคร ประกอบด้วย ด.ต.สุทธิพงษ์ ไชยขันธ์ หัวหน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงพังโคน พร้อมพวกรวม 5 นาย และรถวิทยุตรวจการณ์ 2 คัน เข้าทำการตั้งจุดสกัดจับเพื่อหยุดรถต้องสงสัยที่บริเวณคอสะพานข้ามห้วยปลาหาง ทางหลวงหมายเลข 222 ต.เดื่อศรีคันไชย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เมื่อมาถึงจุดสกัด เจ้าหน้าที่ชุดสกัดได้ใช้อุปกรณ์ Stop Stick (เครื่องสกัดกั้น) เพื่อหยุดรถต้องสงสัย แต่รถต้องสงสัยก็ได้ขับฝ่าจุดสกัดของตำรวจทางหลวงไปได้ และขับมุ่งหน้าไปทางอ.พังโคน จ.สกลนคร
เจ้าหน้าที่ชุดติดตามจึงได้ขับรถไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งรถยนต์ต้องสงสัยได้ขับเลี้ยวเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สกลนคร ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร คนขับได้หยุดรถและทิ้งรถวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทาง เจ้าหน้าที่ชุดติดตามได้ไล่ติดตามจนสามารถจับกุมตัวคนขับได้ทันทราบชื่อคือนายนิธิ ฯ อายุ 39 ปี เป็นชาวจ.อุทัยธานี จากนั้นได้พาตัวนายนิธิฯ ไปตรวจสอบภายในรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีดำ เลขทะเบียน กย 4XXX ลพบุรี

ที่นายนิธิฯ ขับขี่มา พบกระสอบสีดำ จำนวน 3 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวรถ ตรวจสอบภายในกระสอบสีดำเป็นยาไอซ์ จำนวน 83 ถุงๆ ละ 1 กิโลกรัม (รวมยาไอซ์ 83 กิโลกรัม) และยาบ้า จำนวน 220,000 เม็ด มูลค่ารวม 94 ล้าน บาท จากการสอบถามนายนิธิฯ ผู้ต้องหา รับว่าตนเป็นคนรับจ้างขนยาเสพติดล็อตนี้ รับจากจังหวัดบึงกาฬ และจะนำไปส่งต่อในเขตพื้นที่ทางจังหวัดภาคกลาง (ยังไม่ทราบจังหวัดแน่ชัด) เมื่อทำงานนี้สำเสร็จจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน จำนวน 80,000 บาท แต่มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน โดยมีนายสำเริง หรือเอ๋ เป็นคนขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว เลขทะเบียน จข 7XXX นครราชสีมา ทำหน้าที่เป็นสเก้าหน้าดูต้นทาง ในส่วนรถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว เลขทะเบียน จข 7XXX นครราชสีมา ที่มีพฤติการณ์ขัดขวางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมและได้ขับหลบหนีไปก่อนหน้านี้ พบว่ามีการวิ่งเข้าไปในพื้นที่อ.เมือง จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 3 และ กก.สืบสวน จว.นครราชสีมา ให้ช่วยสกัดและตรวจสอบ จนกระทั่งพบรถยนต์คันดังกล่าวขับขี่อยู่บนถนนหลวงหมายเลข 304 ต.ปรุใหญ่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 3 และ กก.สืบสวน จว.นครราชสีมา จึงได้เข้าสกัดและขอตรวจสอบ พบตัวนายสำเริง หรือเอ๋ อายุ 48 ปี เป็นผู้ขับขี่ ซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตามที่นายนิธิฯ ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไว้
จากการตรวจสอบประวัติคดีอาชญากรรม พบว่านายนิธิ และนายสำเริงเคยถูกจับในคดียาเสพติดมาก่อน โดยนายสำเริง ยังเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดอุทัยธานี ที่ จ.88/2569 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ในคดี “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติด” นำตัวนายนิธิ และนายสำเริง พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพังโคน จังหวัดสกลนคร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
©2018 CK News. All rights reserved.