พระเทพวัชรสารบัณฑิต หรือเจ้าคุณประสาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยหรือ มจร ประธานคณะทำงานปฐมนิเทศคณาจารย์ มจร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้จัดโครงการ อบรมปฐมนิเทศคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2569 (ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) ระหว่างวันที่ 9–10 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ อาคาร มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในบทบาทของคณาจารย์ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี
พระเทพวัชรสารบัณฑิต ได้กล่าวต่อไปว่า พิธีเปิดได้รับความเมตตาจาก พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรมและปาฐกถาเรื่อง “นโยบายการพัฒนาศักยภาพคณาจารย์ มจร ในยุค AI” อธิการบดี กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาคณาจารย์ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำให้บทบาทของอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การเป็นผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ ผู้ชี้แนะแนวทางในการแสวงหาความรู้ และเป็นต้นแบบทางคุณธรรมให้แก่ผู้เรียน
“AI สามารถช่วยให้เราเข้าถึงความรู้ได้รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ คือปัญญา คุณธรรม และความเป็นครู คณาจารย์ มจร จึงต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิชาการ ขณะเดียวกันต้องรักษาอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา โดยนำหลักพุทธธรรมมาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม พร้อมรับใช้สังคม”อธิการบดียังได้เน้นย้ำด้วยว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังของคณาจารย์และบุคลากรทุกส่วนงานร่วมกันสร้างคุณภาพทางการศึกษา ยกระดับมาตรฐานทางวิชาการ และพัฒนาผู้เรียนให้สามารถนำความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา สังคม และประเทศชาติ
พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวว่าเพิ่มเติมว่าการจัดปฐมนิเทศครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ หรือแนวทางการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงทิศทางของมหาวิทยาลัยและบทบาทของ “อาจารย์ มจร ในบริบทใหม่“มหาวิทยาลัยจะเข้มแข็งได้ ต้องเริ่มจากคณาจารย์ที่มีคุณภาพ มีความเป็นมืออาชีพ และมีจิตสำนึกร่วมในการพัฒนาองค์กร วันนี้โลกเปลี่ยนเร็ว ความรู้เปลี่ยนเร็ว วิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนก็เปลี่ยนไป อาจารย์จึงต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างมีปัญญา ขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งรากฐานสำคัญของเรา คือพระพุทธศาสนา คุณธรรม และวัฒนธรรมองค์กรที่ดี” มหาวิทยาลัยต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ทุกคนรู้สึกว่า “มหาจุฬาฯ เป็นของเราทุกคน” ไม่ว่าจะปฏิบัติงานอยู่ส่วนกลาง วิทยาเขต หรือวิทยาลัยสงฆ์ ทุกแห่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเดียวกัน การพัฒนาจึงต้องเกิดจากความร่วมมือ การเคารพซึ่งกันและกัน การทำงานอย่างรับผิดชอบ และการนำศักยภาพของแต่ละส่วนงานมาร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับการอบรมตลอด 2 วัน มหาวิทยาลัยได้จัดหัวข้อที่สอดคล้องกับความท้าทายของการอุดมศึกษาในยุคปัจจุบัน อาทิ บทบาทคณาจารย์มหาวิทยาลัยในการกำกับและจัดการเรียนการสอนในสังคมที่เปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัย การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ การเสนอเปิดและปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการจัดการเรียนการสอนและการผลิตผลงานทางวิชาการ บทบาทอาจารย์กับการจัดการเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศในสถาบันอุดมศึกษายุคเปลี่ยนผ่าน ตลอดจน การบูรณาการศาสตร์สมัยใหม่กับพุทธปัญญาเพื่อสังคมของคณาจารย์ มจร
นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีพิธีรับพระบัญชาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมพิธีถวายมุทิตาสักการะ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการสืบสานภารกิจด้านการศึกษาพระพุทธศาสนาและการบริหารมหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง
การจัดโครงการปฐมนิเทศคณาจารย์ ประจำปีการศึกษา 2569 จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมและยกระดับสมรรถนะคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย ทั้งด้านวิชาการ การจัดการเรียนรู้ การวิจัย การใช้เทคโนโลยีและ AI ตลอดจนการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรและจิตสำนึกร่วม เพื่อให้คณาจารย์สามารถทำหน้าที่เป็นพลังสำคัญในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และนำองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน พระเทพวัชรสารบัณฑิต กล่าวในตอนท้าย





©2018 CK News. All rights reserved.