วันที่ 12 ต.ค. 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผบก.ปพ. สั่งการให้ พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันทำการจับกุม นายนัฐพล หรือ “กล้า” อายุ 24 ปี ชาวจสุราษฎร์ธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลพบุรี ที่ 231/2569 ลงวันที่ 13 ส.ค.69 ในข้อหา "เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ" ได้ที่บริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ แขวงและเขตจตุจักร กทม. เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ที่ผ่านมา
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ได้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความว่า ถูกแก๊งมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานกรมที่ดิน หลอกให้เพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชัน LINE ชื่อ “@กองคลังเอกสาร” อ้างว่าผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาจากกรมที่ดินและเงินเยียวยาโควิด-19 รวม 27,000 บาท จากนั้นคนร้ายได้ออกอุบายหลอกให้ผู้เสียหายทำรายการผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร โดยสั่งให้เปลี่ยนภาษาตัวเครื่องเป็นภาษาอังกฤษ แล้วกดทำตามขั้นตอน พร้อมสั่งให้ปิดโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อผู้เสียหายเปิดเครื่องกลับมาดูอีกครั้งกลับพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนเงินถูกโอนออกจากบัญชีธนาคารหลายบัญชี รวม 4 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 659,900 บาท โดยหนึ่งในนั้นเป็นการถอนเงินผ่านระบบ ATM แบบไม่ใช้บัตร
จากการสืบสวนเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่พบว่า เงินจำนวน 500,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพของ นายนัฐพล หรือกล้า (ผู้ต้องหา) ก่อนจะถูกโอนกระจายต่อไปยังบัญชีบุคคลอื่นและบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง เพื่อหลบเลี่ยงและทำให้ยากต่อการติดตามเงินคืน กระทั่งชุดจับกุมสืบทราบว่า นายนัฐพล ผู้ต้องหารายนี้ กำลังเดินทางจากภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ จึงนำกำลังไปดักรอจับกุมได้ที่สถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนัฐพล ให้การรับสารภาพทั้งน้ำตาว่า ช่วงปลายปี 2568 ได้หางานผ่านเพจเฟซบุ๊ก และพบประกาศรับสมัครแอดมินตอบลูกค้าเว็บพนันออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน (ฝั่งปอยเปต) ตอนแรกเสนอเงินเดือน 25,000 บาท ตนยังลังเล ก่อนที่ฝั่งแอดมินจะเสนอเพิ่มค่าคอมมิชชันให้อีก รวมเป็นเงิน 30,000 ถึง 40,000 บาทต่อเดือน ตนเห็นว่ารายได้ดีจึงตกปากรับคำ โดยทางขบวนการได้ออกค่ารถและค่าที่พักใน จ.ระยอง ให้ ก่อนจะมีรถตู้มารับพาข้ามฝั่งผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังเมืองปอยเปต
เมื่อไปถึงวันแรก กลับถูกบังคับให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร 1 บัญชี โดยไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ หนำซ้ำยังถูกกักขังให้อยู่แต่ภายในห้อง ก่อนจะถูกย้ายตัวต่อไปยังเมืองเกาะกง พร้อมกับคนไทยอีก 5 ถึง 6 คน โชคดีที่ต่อมามีชาวบ้านในพื้นที่แนะนำให้ติดต่อสถานทูตเพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากขณะนั้นด่านชายแดนปิด ตนต้องอาศัยอยู่ที่สถานทูตเกือบ 1 เดือน จึงได้รับการส่งตัวกลับประเทศไทย โดยที่ไม่ได้รับเงินค่าจ้างเลยสักบาทเดียว ก่อนจะมาถูกตำรวจจับตัวในที่สุด
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำบันทึกจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ทางด้าน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ฝากเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนว่า มิจฉาชีพมักใช้วิธีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน สร้างเรื่องเอกสารตกค้าง หรือสิทธิ์การรับเงินเยียวยา เพื่อหลอกลวงให้เหยื่อทำรายการตามคำสั่งผ่านมือถือ จึงขอเตือนว่าอย่าหลงเชื่อบุคคลแปลกหน้าที่โทรเข้ามาแอบอ้างอิงสิทธิ์ต่างๆ อย่าทำตามคำสั่งโดยห้ามเปลี่ยนภาษาแอปพลิเคชันธนาคารหรือตั้งค่าโทรศัพท์ตามคำบอกของคนแปลกหน้า หากสงสัยให้วางสายแล้วโทรสอบถามหน่วยงานนั้นๆ ผ่านเบอร์โทรศัพท์สายด่วนทางการด้วยตนเอง และหากพบความผิดปกติเงินถูกโอนออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบอายัดบัญชีกับธนาคารและแจ้งตำรวจทันที “อย่าเชื่อ อย่ากด อย่าโอน”
.jpg)
©2018 CK News. All rights reserved.