"รัฐบาล" จับมือประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขงแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน


16 พ.ย. 2562, 12:10

"รัฐบาล" จับมือประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขงแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน




วันที่ 16 พ.ย. 62 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่ายว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และมีรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเป็นประธานเปิดการประชุม เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย ไทย ลาวเมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา จีน ร่วมกับสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ต่างตระหนักถึงสถานการณ์ยาเสพติดที่มีการผลิตยาเสพติดชนิดสังเคราะห์ การลักลอบค้า และการใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น การปราบปรามต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติการแก้ปัญหาให้ลุล่วงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบของทุกประเทศในบริเวณแม่น้ำโขงเพราะมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด



ความร่วมมือของประเทศลุ่มน้ำโขงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีการจับกุมคดียาเสพติดได้ถี่ขึ้น ลดพื้นที่ปลูกฝิ่นได้มาก ความร่วมมือระหว่างจุดข้ามแดนเป็นไปอย่างสะดวก สำหรับการประชุมครั้งนี้ทุกฝ่ายได้เห็นชอบที่จะเดินหน้ารับผิดชอบร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติดโดยมุ่งเน้นการทำงาน 4 ด้านคือ 1)การลดอุปสงค์ยาเสพติดและส่งเสริมสุขภาพประชาชน 2)ความร่วมมือด้านการปราบปราม 3)ความร่วมมือด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม และ4)การส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกอย่างยั่งยืนแทนการปลูกพืชเสพติด ทั้งนี้ สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติจะเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานในภาพรวม และติดตามและทบทวนผลสำเร็จของการทำงานตามแผนปฏิบัติการที่ได้มีการกำหนดร่วมกัน ตัวอย่าง แผนปฏิบัติงาน เช่น การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องการระบาดของยาเสพติดทั้งโดยวิธีการกินและการฉีด การสำรวจพืชเสพติดทั้งฝิ่นและกัญชาในภูมิภาคประจำปี การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพัฒนาเทคนิคการสืบสวนและความเชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์คดีอาชญากรรมยาเสพติดการส่งเสริมการผลิตและตลาดแก่พืชทางเลือกเพื่อให้ผู้ปลูกพืชเสพติดเลิกปลูกพืชเดิมและมีรายได้จากการปลูกพืชใหม่อย่างยั่งยืน


การดำเนินการภายใต้เป้าหมายสี่ด้านนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบและการสนับสนุนกันและกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิผลต่อปัญหายาเสพติดในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง











©2018 CK News. All rights reserved.